The Artist ภาพยนตร์แห่งปี: ภาพไร้เสียงแต่ไม่ไร้หัวใจ

11 มิ.ย.

Image

The Artist (2011) หรือที่มีชื่อเป็นภาษาไทยสวยๆหวานๆ ว่า “บรรเลงฝัน บันดาลรัก” เรื่องราวของนักแสดงหนุ่มชื่อดัง จอร์จ วาเลนติน (George Valentin) นำแสดงโดย ชอง ดูชาร์แดง (Jean Dujadin) ที่เกิดและโด่งดังจากการแสดงหนังเงียบในยุค 1920s เขาจะทำอย่างไรเมื่อยุคทองของเขากำลังถูกคุกคามด้วยกระแสการสร้างภาพยนตร์ที่มีเสียงประกอบ…

Image

จอร์จ วาเลนติโน นักแสดงหนังเงียบผู้โด่งดังแห่งฮอลลีวูด เขากำลังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดในช่วง 1920s จนกระทั่งเมื่อเริ่มมีการนำเสียงเข้ามาประกอบภาพยนตร์ในช่วงต้นของยุค 1930s จอร์จต่อต้านอย่างรุนแรงเพราะเชื่อมั่นในศักยภาพการแสดงของตัวเองและเห็นว่าการใส่เสียงในภาพยนตร์เป็นเรื่องตลก เขาออกจากต้นสังกัดและเริ่มสร้างภาพยนตร์ด้วยทุนของตัวเอง โชคร้ายที่กระแสตอบรับไม่เปรี้ยงปร้างอย่างที่เขาคาดหวังเพราะผู้ชมเริ่มหลงใหลในภาพยนตร์ที่มีเสียงพูดและดนตรีประกอบ ชื่อเสียงของเขาค่อยๆ เลื่อนหายไปพร้อมๆ กับการเปล่งประกายของดาวดวงใหม่อย่าง เป็ปปี้ มิลเลอร์ (Peppy Miller) นำแสดงโดย เบเรนีส เบอโช (Berenice Bejo)

Image

เป็ปปี้และจอร์จเคยพบกันมาก่อนสมัยที่จอร์จยังเป็นดาราดังและเป็ปปี้เป็นเพียงนักแสดงตัวประกอบ เป็ปปี้หลงใหลในการแสดงและเสน่ห์ของจอร์จจนถึงกับฝันว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสแสดงคู่กับเขา หล่อนพยายามอย่างหนักเพื่อความฝันโดยไต่เต้าจากการเป็นดาราประกอบตัวเล็กๆ จนกลายมาเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของฮอลลีวูดในที่สุด

Image

ขณะที่เป็ปปี้อยู่ในช่วงขาขึ้นของชีวิต ชีวิตของจอร์จกลับค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ เขาไม่มีงานแสดง ไม่มีเงิน และที่สำคัญไม่มีใครจำเขาได้ ความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการแสดงท่าทางและสีหน้าของนักแสดงในภาพยนตร์เท่านั้นที่เป็นศิลปะสำคัญในการเล่าเรื่องค่อยๆ ทำร้ายจอร์จทีละน้อย จนในที่สุดเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็ปปี้เห็นใจและเข้าใจในความทุกข์ของจอร์จ หล่อนจะทำอย่างไรให้เขาเปลี่ยนความเชื่อและกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง?

Image

The Artist นำเสนอเรื่องราวในรูปแบบของหนังเงียบ หรือ Silent Film ซึ่งก็คือภาพยนตร์ที่ไม่มีการใส่เสียงลงไปไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรีหรือว่าบทพูด (อาจมีการใส่บทพูดในบางฉากเป็นตัวอักษรให้ผู้ชมอ่านเองคล้ายๆ แผ่นสไลด์ใน Power Point) เพราะฉะนั้นองค์ประกอบหลักในการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ประเภทนี้จึงไม่ใช่บทพูด แต่เป็นนักแสดงที่ต้องใช้ความสามารถในการแสดงท่าทางและสีหน้าเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ไปถึงผู้ชมให้มากที่สุด ตัวอย่างหนังเงียบที่มีชื่อเสียงก็อย่างเช่น

Image

The Birth of a Nation (1915), Broken Blossom (1919) โดยผู้กำกับระดับตำนานอย่าง ดี ดับบลิว กริฟฟิธ (D.W. Griffith) ตามด้วยเรื่อง City Light (1931) โดย ชาลี แชปปลิน (Charlie Chaplin) ในยุคต่อมา

จะเห็นได้ว่าในยุคเริ่มต้นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในช่วงปี 1920s หนังเงียบเป็นที่นิยมอย่างมาก จนกระทั่งในช่วงปลายยุคและช่วงต้นของปี 1930s ได้เริ่มมีการนำเสียงเข้ามาใส่ในภาพยนตร์ ประกอบกับความนิยมชมภาพยนตร์ที่มีมากขึ้นทำให้อุตสากรรมโดยเฉพาะในฮอลลีวูดมีการขยายตัวซึ่งส่งผลให้การผลิตภาพยนตร์ในแต่ละเรื่องใช้เวลาในการผลิตน้อยลง แต่เพิ่มคุณภาพและใช้เงินลงทุนที่สูงขึ้น และด้วยความต้องการที่จะผลิตงานที่มีคุณภาพมากขึ้นนี่เองทำให้เกิดการพัฒนาทักษะและให้ความสำคัญกับศิลปะแขนงอื่นๆ ในการเล่าเรื่องมากขึ้นตามมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษะการเขียนบทภาพยนตร์ การประพันธ์ดนตรีประกอบ และการออกแบบเทคนิคพิเศษต่างๆ ในยุคต่อมา

Image

Michel Hazanavicius ผู้กำกับ The Artist เข้าใจหัวใจของการเล่าเรื่องในหนังเงียบเป็นอย่างดี อย่างที่เขาได้กล่าวไว้ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสว่า “There are times when language reduces communication, when you feel you are losing something, you start talking.” (บางครั้งบทพูดก็ลดความสามารถในการสื่อสาร เวลาที่คุณรู้สึกว่ากำลังสูญเสียบางอย่าง คุณก็จะเริ่มพูด) ดังจะเห็นได้ว่าเขาผลักดันจุดเด่นของเรื่องนี้ให้อยู่ตรงความสามารถในการเล่าเรื่องด้วยสีหน้าและท่าทางของนักแสดงนำทั้ง 2 คน ซึ่งขอบอกว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย อารมณ์หลากหลายของเรื่องที่มีทั้งเศร้าเคล้าน้ำตา ตลกขบขัน และรักโรแมนติกถูกถ่ายทอดออกมาได้เป็นอย่างดี การันตีฝีมือกันได้ด้วยการที่ทั้งสองถูกนำเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากหลายสถาบันไม่ว่าจะเป็นรางวัลออสการ์ ลูกโลกทองคำ หรือว่าในเทศกาลหนังเมืองคานส์ เป็นต้น

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ชมก็ขอบอกว่าไม่น่าพลาด เพราะนอกจากฝีมือในการแสดงที่หาตัวจับได้ยากของนักแสดงนำสัญชาติฝรั่งเศสทั้งสองคนแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดซึ่งหาดูได้ยากก็น่าสนใจไม่น้อย การนำเสนอซึ่งแม้ว่าจะเป็นในรูปแบบหนังเงียบที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคย ก็ขอบอกว่าดูไม่ยากอย่างที่คิด เนื้อหาก็ไม่ได้หนักหนาจนเกินเข้าใจ สมเป็นหนังเงียบเรื่องที่ 2 ที่สามารถคว้ารางวัลสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ไปได้หลังจากที่เรื่อง Wing เคยได้รับรางวัลนี้ไปในปี 1927… ลองดูค่ะ ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศจากภาพยนตร์สีสันสดใสที่มีเสียงประกอบดังสนั่นไปถึงหัวใจ มาเป็นหนังขาว-ดำไร้เสียง แต่ไม่ไร้หัวใจแน่นอนค่ะ

Image

มาดามอองทัวร์

จาก: มาดูกับมาดาม (ไทยรัฐออนไลน์)

อ้างอิง:         http://www.imdb.com, http://www.rottentomatoes.com, http://www.filmsite.org, http://www.vowanews.com, http://www.wikipedia.com, http://www.wikiquotes.com, http://www.articles.latimes.com, http://www.movies.nytimes.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: